Rss

  • youtube
  • linkedin
  • google

Archives for : Adobe

แจกวาร์ป Adobe กับวิธีใช้ Creative Cloud ฟรี 2 เดือน

จากปัญหาโรค COVID-19 ทำให้หลายสำนักงานทั่วโลก เริ่มหันมาทำงานจากที่บ้านมากขึ้น รวมถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่เรียนจากที่บ้าน Adobe เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ก็ได้เปิดให้นักเรียน-นักศึกษาสามารถใช้งาน Creative Cloud ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 2 เดือน มีผลถึง 31 พฤษภาคม 2020

 

Cancelplan 800x549

 

1. ไปที่เว็บไซต์ Adobe

เริ่มจากการไปจัดการ Creative Cloud ของคุณเอง

2. ยกเลิกแผนการใช้งาน

ในหน้าภาพรวมบัญชีให้คลิกยกเลิกแผนในการสมัครสมาชิกปัจจุบันของคุณ

 

Confirmation 800x615

3. ทำตามขั้นตอนการยกเลิก

จากนั้นจะมีขั้นตอนการตรวจสอบบัญชีเล็กน้อย ทำตามขั้นตอนเหล่านั้นให้เรียบร้อย

4. ยอมรับข้อเสนอ

หลังจากขั้นจะมีข้อเสนอให้ใช้งานฟรี 2 เดือน ให้คลิกยอมรับข้อเสนอ

 

Bestoffer 800x624

5. เรียบร้อยใช้ฟรี 2 เดือน

จากนั้นก็ยืนยันเพื่อรับเครดิตฟรี 2 เดือน (60 วัน) ประหยัดเงินไปได้อีกนิดหน่อย

หมายเหตุ

ข้อเสนอบางรายอาจแตกต่างกัน สมาชิก Creative Cloud บางรายที่จ่ายเงินเป็นปี อาจไม่เห็นข้อเสนอดังกล่าว ในขณะที่บางรายเห็นข้อเสนอเพิ่มขึ้นมา หลังจากคลิกคำเตือนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการยกเลิกก่อนกำหนด ส่วนลูกค้าที่เป็นประเภท Education และใช้บัญชีสถาบันการศึกษาอยู่แล้วจะสามารถใช้งานฟรีได้ในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา – , https://news.thaiware.com/18279.html , petapixel.com

Adobe เพิ่ม Add-on ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์จาก Creative Cloud ไปยัง Gmail ได้โดยตรง

บริษัท Adobe ได้ร่วมมือกับ Google ในการเพิ่ม Add-on เข้ามาให้ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์ของ Adobe XD, Photoshop, Illustrator, Lightroom และไฟล์ Adobe อื่นๆ ที่อยู่ใน Creative Cloud ไปยัง Gmail ได้โดยตรง

“ทาง Adobe และ Google Cloud มีความยินดีที่จะประกาศพวกเราได้ร่วมมือกันในการเพิ่มความสะดวกสบายให้คุณสามารถแชร์ไฟล์ Adobe ของคุณกับคนอื่นๆภายในและนอกทีมของคุณได้ผ่านทางอีเมล ซึ่งแน่นอนว่าเราเลือกที่จะร่วมมือกับทาง Gmail ที่เป็นหนึ่งในบริการอีเมลที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 1,500 ล้านคน และด้วยบริการอย่าง G Suite ก็เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ที่ดี โดยการเพิ่ม Add-on ใหม่นี้ก็เข้ามาจะช่วยให้ผู้ใช้ G Suite สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่าง Creative Cloud ผ่านทาง Gmail ได้โดยตรง และสามารถใช้งานได้ในทุกอุปกรณ์” (อาจจะยกเว้น Huawei รุ่นใหม่ๆ ไว้สักหน่อย.. แต่ทาง Adobe และ Google ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด)

 

โดยเมื่อติดตั้ง Add-on เรียบร้อยแล้วจะสามารถ แนบไฟล์ จาก Creative Cloud ได้โดยการ กดไปที่ไอคอน Creative Cloud บริเวณมุมขวาล่างของหน้าการร่างอีเมล และลงชื่อเข้าใช้งาน Creative Cloud ก็จะสามารถเลือกแชร์ไฟล์ที่ต้องการได้ แต่จะ จำกัดเฉพาะไฟล์ที่เปิดเป็นสาธารณะ (Public File) เท่านั้น (สำหรับ Private File จะต้องตั้งค่าให้เป็นสาธารณะก่อนจึงจะสามารถแชร์ไฟล์ได้)

Adobe เพิ่ม Add-on ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์จาก Creative Cloud ไปยัง Gmail ได้โดยตรง

ภาพจาก : https://theblog.adobe.com/creative-cloud-for-gmail-gsuite-addon/

 

ส่วนการ ดาวน์โหลดไฟล์จาก Gmail นั้นจะต้องเพิ่ม Add-on ของ Creative Cloud ก่อนเช่นเดียวกัน โดยจะต้องกดเข้าไปที่ไอคอนของ Creative Cloud บริเวณแถบด้านขวามือเพื่อเข้าถึงไฟล์และลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ที่ต้องการ โดยจะ จำกัดขนาดไฟล์สูงสุดที่ 100MB เท่านั้น

Adobe เพิ่ม Add-on ใหม่ให้ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์จาก Creative Cloud ไปยัง Gmail ได้โดยตรง

 ภาพจาก : https://theblog.adobe.com/creative-cloud-for-gmail-gsuite-addon/

 

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถ ดาวน์โหลด Add-on ของ Adobe Creative Cloud มาติดตั้งเพิ่มเติมได้ที่ https://gsuite.google.com/u/0/marketplace/app/adobe_creative_cloud/969673929375


ที่มา : www.engadget.com , theblog.adobe.com , https://news.thaiware.com/18165.html

 

สร้างสรรค์สุดยอดประสบการณ์ออนไลน์ให้ลูกค้า ด้วยโซลูชัน Adobe Experience Manager as a Cloud Service

เพราะลูกค้าในโลกยุคปัจจุบันนั้น ต้องการประสบการณ์ในการเชื่อมต่อ และสานสัมพันธ์กับกับแบรนด์สินค้าบนโลกออนไลน์ ในรูปแบบที่ปรับแต่งได้เพื่อให้เหมาะกับรสนิยมที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคน ผ่านช่องทางที่หลากหลาย และต้องการเข้าถึงเนื้อหาโดนใจ ในเวลาที่เหมาะสม และเพื่อให้แบรนด์ตามทันความต้องการของลูกค้าที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจต้องการแพลตฟอร์มอันทรงประสิทธิภาพ เพื่อที่จะส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้โซลูชันการบริหารจัดการประสบการณ์ของลูกค้าที่ทำงานอยู่บนระบบคลาวด์กลายเป็นสิ่งจำเป็น

ผลิตภัณฑ์ Experience Manager ของ Adobe สามารถขยายขนาดการให้บริการ และปรับแต่งได้อย่างละเอียดให้ตรงตามความต้องการแบบเฉพาะของธุรกิจ และด้วยความได้เปรียบของโซลูชันที่ทำงานบนระบบคลาวด์ ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ทางการตลาดออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงขั้นตอนทดสอบการทำงาน และเปิดตัวบริการใหม่ๆ ได้ทันตามความต้องการของตลาด ด้วยระบบการสนับสนุนเบื้องหลังที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และมีความปลอดภัย ไว้วางใจได้ว่าระบบจะไม่ล่มในขณะที่เปิดให้บริการ

ด้วยความเข้าใจในความต้องการของธุรกิจในโลกยุคใหม่ ทำให้ Adobe เปิดตัว Adobe Experience Manager as a Cloud Service ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Adobe Experience Cloud ที่นับเป็นโซลูชันคลาวด์เนทีฟที่ก้าวล้ำที่สุดสำหรับการจัดการประสบการณ์ดิจิทัล ผสานรวมฟีเจอร์ที่พร้อมสรรพ และตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการปรับแต่งคอนเทนต์อย่างที่นักการตลาด และนักพัฒนาต้องการ พร้อมความคล่องตัวที่เหมือนกับซอฟต์แวร์ในรูปแบบของบริการ (SaaS หรือ Software-as-a-Service)  แบรนด์ต่างๆ จะสามารถเรียนรู้และใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าวได้อย่างฉับไวภายในเวลาไม่กี่นาที และนำเสนอคอนเทนต์และประสบการณ์ที่ปรับแต่งอย่างยืดหยุ่นได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการจัดเตรียม ซึ่งปกติแล้วจะต้องใช้เวลาหลายเดือนสำหรับกระบวนการเหล่านี้

 

Adobe Experience Cloud นำเสนอโซลูชันสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล และการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึก การจัดการและปรับแต่งคอนเทนต์ การจัดการเส้นทางของลูกค้า การค้าและโฆษณา ซึ่งจะช่วยผลักดันการจัดการประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience Management – CXM) อย่างเหมาะสม ครอบคลุมทั้งธุรกิจแบบ B2B และ B2C สำหรับบริษัททุกขนาด

สร้างสรรค์สุดยอดประสบการณ์ออนไลน์ให้ลูกค้า ด้วยโซลูชัน Adobe Experience Manager as a Cloud Service

โลนี่ สตาร์ค ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดผลิตภัณฑ์ของ Adobe กล่าวว่า “Adobe Experience Manager as a Cloud Service ช่วยขยายขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ในการสร้าง จัดการ และนำเสนอแคมเปญ ดิจิทัลแอสเซ็ท และประสบการณ์ที่หลากหลายได้รวดเร็วมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นับเป็นโซลูชันที่ดีเยี่ยมสำหรับบริษัทขนาดกลางและองค์กรขนาดใหญ่ ที่ดำเนินการปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างกว้างขวาง และมีแผนที่จะปรับใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ก้าวล้ำ แต่ต้องการความสะดวกและความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับโมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

เบน สไนเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ไอทีของ Under Armour กล่าวว่า “เราตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกที่เริ่มต้นใช้งาน Adobe Experience Manager as a Cloud Service เพราะโซลูชันดังกล่าวรองรับการปรับขนาดอย่างยืดหยุ่น และองค์ประกอบต่างๆ บูรณาการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ทุกวันนี้ โปรแกรมจัดการดิจิทัลแอสเซ็ทของเรารันอยู่บนบริการคลาวด์ ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วอย่างมากในการอัปโหลดแอสเซ็ทสำหรับซีซั่นใหม่”

สตีฟ ชูลซ์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีด้านการตลาดของ Esri กล่าวว่า “เราสนใจที่จะร่วมเป็นหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกที่เริ่มใช้งาน Adobe Experience Manager as a Cloud Service และแทนที่เราจะต้องจัดการกับการติดตั้งอัปเดตซอฟต์แวร์จำนวนมากให้กับระบบที่ติดตั้งไว้ในองค์กร Adobe Experience Manager as a Cloud Service ก็มีการอัปเดตระบบอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ กระบวนการบูรณาการส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องก็นับเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาดระหว่างการติดตั้งได้อย่างมากเลยทีเดียว”

สร้างสรรค์สุดยอดประสบการณ์ออนไลน์ให้ลูกค้า ด้วยโซลูชัน Adobe Experience Manager as a Cloud Service

การจัดการคอนเทนต์จำนวนมากโดยเกี่ยวข้องกับทีมงานฝ่ายต่างๆ การปรับแต่งคอนเทนต์สำหรับช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย และการปรับแต่งคอนเทนต์โดยอ้างอิงข้อมูลและข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ นับเป็นปัญหาท้าทายที่แบรนด์ต่างๆ ต้องเผชิญในแต่ละวัน  Adobe Experience Manager as a Cloud Service คือแอปพลิเคชันที่ทันสมัย ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการจัดการประสบการณ์ โดยผสานรวมแอปพลิเคชันการจัดการคอนเทนต์ (Content Management – CMS) ที่ปลอดภัย คล่องตัว และปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น รวมไปถึงการจัดการดิจิทัลแอสเซ็ท (Digital Asset Management – DAM) การจัดการป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิทัล (Digital Signage Management) และการสื่อสารกับลูกค้า (Customer Communication – CCM) โดยที่ Adobe นำเสนอแอปพลิเคชันหนึ่งเดียว ที่มอบความคุ้มค่าภายในเวลาอันรวดเร็วเหมือนกับ SaaS ทั้งยังสามารถต่อขยายและปรับแต่งให้สอดรับกับความต้องการทางธุรกิจอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://news.thaiware.com/17792.html

Adobe เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Live Stream ลงใน Creative Cloud

                 ก่อนหน้านี้เราอาจจะต้องดู Live Stream หรือ Speed Paint ของศิลปินต่างๆ ผ่านทางแพลทฟอร์มอื่นๆ อย่าง Youtube, Twitch หรือ Behance เพื่อศึกษาวิธีการทำงานของศิลปินคนอื่นๆ หรือเพื่อความเพลิดเพลินส่วนตัว ซึ่งทาง Adobe ก็มองเห็นถึงความต้องการใช้งานในส่วนนี้จึงได้ออกมาประกาศในงาน Adobe Max ว่าในขณะนี้ทางบริษัทกำลังพัฒนาฟีเจอร์ที่เป็น Built-in Streaming Function ภายในแอปพลิเคชัน Creative Cloud ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำการ Live Stream ได้โดยไม่ต้องผ่านแพลทฟอร์มอื่น โดยเมื่อเรากด Live แล้ว ผู้ใช้จะได้รับลิงค์ออนไลน์ที่สามารถแชร์ต่อให้กับบุคคลอื่นๆ ได้รับชม, คอมเมนท์รวมทั้งถามคำถามต่างๆ ในสตรีมได้

Adobe เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Live Stream ลงใน Creative Cloud

 

           “เวลาที่คุณดู Live Stream ของศิลปินคนอื่นๆ คุณก็คาดหวังว่าจะได้เห็นว่าเขากำลังใช้เครื่องมือตัวไหนอยู่ในขณะนั้น ดังนั้นฟีเจอร์นี้ก็น่าจะตอบโจทย์ใครหลายคนได้เรียนรู้ถึงวิธีการทำงานของคนอื่นและอาจช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาตัวเองได้มากเลยทีเดียว” Scott Belsky ที่เป็นหัวหน้าโปรเจคนี้กล่าว

             ซึ่งฟีเจอร์ Live Stream ของ Adobe นี้สามารถรันต่อเนื่องได้ถึง 3 ชั่วโมง แต่ทางบริษัทคาดว่าช่วงเวลามาตรฐานของ Adobe Live จะอยู่ที่ราว 66 นาที และคาดว่าฟีเจอร์นี้น่าจะเพิ่มอัตราการเข้าถึงศิลปินที่มากขึ้นและน่าจะช่วยเพิ่มงานและรายได้ให้กับบรรดาศิลปินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์, Editor หรืออนิเมเตอร์ต่างๆ ก็สามารถ Live Stream การทำงานของตัวเองให้ลูกค้าดูและได้รับฟีดแบคกลับคืนมาในทันที ซึ่งในจุดนี้ก็น่าจะช่วยประหยัดเวลาในการรับ-ส่งไฟล์กันไปมาได้มากเลยทีเดียว

Adobe เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Live Stream ลงใน Creative Cloud

ภาพจาก : https://feber.se/pc/adobes-appar-far-livestreaming-funktion/404224/

         โดย Adobe ได้เปิดให้ผู้ใช้บางส่วนทดลองใช้ฟีเจอร์การ Live Stream เวอร์ชัน Beta ใน Adobe Fresco (แอปพลิเคชันวาดรูป) ไปแล้ว นอกจากนี้ยังได้พูดถึงฟีเจอร์อื่นๆ ของแอปพลิเคชันและโปรแกรม Adobe ในงาน Adobe Max และคาดว่าแอปพลิเคชัน Illustrator เวอร์ชันเต็มที่จะปล่อยออกมาในปี 2020 ก็น่าจะมาพร้อมกับฟีเจอร์นี้ด้วยเช่นกัน


ที่มา : www.engadget.com , gizmodo.com , www.theverge.com , https://news.thaiware.com/17448.html

 

Adobe After Effect เตรียมเพิ่ม Body Tracker ที่สามารถสร้างคาแรคเตอร์ 2D จากวิดีโอได้

ก่อนหน้านี้ After Effect ได้มีฟีเจอร์ Facial Motion ที่เป็นตัวตรวจจับการเคลื่อนไหวของใบหน้าในการสร้างคาแรคเตอร์ออกมาให้มีความสมจริงในการพูดหรือแสดงสีหน้าต่างๆ มากขึ้น โดยเราจะต้องเพิ่มวิดีโอเข้าไปในโปรแกรมและกดรันวิดีโอนั้นบนไฟล์ของคาแรคเตอร์ที่เราได้สร้างไว้ก่อนหน้านี้เพื่อให้คาแรคเตอร์ที่เราสร้างไว้สามารถขยับหน้าตาได้อย่างอิสระ

Adobe After Effect เตรียมเพิ่ม Body Tracker ที่สามารถสร้างคาแรคเตอร์ 2D จากวิดีโอได้

ภาพจาก : https://www.digitalartsonline.co.uk/news/motion-graphics/adobe-character-animator-this-new-animation-software-animates-characters-based-on-your-words-facial-expressions/

แต่สำหรับในตอนนี้ Adobe ได้ออกมาพรีวิวฟีเจอร์ใหม่ในโปรแกรม After Effect (AE) ที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของมนุษย์และเปลี่ยนให้เป็นอนิเมชัน (Body Tracker) ที่มีชื่อว่า Go Figure โดยมันจะจับความเคลื่อนไหวต่างๆ ของมนุษย์จากวิดีโอที่เราเปิดในโปรแกรมและสร้างคาแรคเตอร์แบบสองมิติ (2D) ที่เป็นอนิเมชันขึ้นมาจากการตรวจจับความเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งไม่ว่าจะเป็น แขน, ขา หรือลำตัวต่างๆ และสามารถสร้างคาแรคเตอร์ได้สูงสุดถึง 18 ตัวในซีนเดียว นอกจากนี้มันยังสามารถตรวจจับการแสดงออกทางสีหน้า (Facial Expression) และสร้าง Adobe’s Character Animator ที่มีการเคลื่อนไหวและแสดงสีหน้าได้ใกล้เคียงกับในวิดีโออีกด้วย ซึ่งลักษณะการทำงานของมันจะคล้ายกับ Motion Capture เพียงแต่ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มฮาร์ดแวร์อื่นๆ เข้าไปเพิ่มเติมแต่อย่างใด

โดยฟีเจอร์นี้จะใช้การทำงานของ Sensei (AI ของ Adobe) ที่ผ่านการพัฒนาของทีมวิจัยจาก Adobe ร่วมกับทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย Massachusetts ทำให้เพิ่มความสมจริงในการสร้างและการควบคุมเคลื่อนไหวของคาแรคเตอร์ นอกจากนี้แล้วยังสามารถลบพื้นหลังหรือสร้าง Outline บริเวณรอบๆ สิ่งที่เราต้องการลบออกไปได้ด้วยฟีเจอร์ Content-aware fill และเพิ่ม Motion Graphic หรือสิ่งของอื่นๆ เพิ่มเติมเข้าไปในฉากได้ด้วย เช่น ถ้าคุณอยากให้คาแรคเตอร์ของคุณเล่นบาสเกตบอลก็สามารถสร้างลูกบาสเกตบอลขึ้นมาให้คาแรคเตอร์ของเราถือไว้ในมือได้

Adobe After Effect เตรียมเพิ่ม Body Tracker ที่สามารถสร้างคาแรคเตอร์ 2D จากวิดีโอได้

ภาพจาก : https://www.theverge.com/2019/11/5/20938360/adobe-max-after-effects-sneaks-body-tracker-feature-animations

ซึ่งฟีเจอร์ Body Tracker อย่าง Go Figure นี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่กระบวนการทำอนิเมชันในโปรแกรม After Effect แต่อย่างใด เพียงแต่ทาง Adobe คาดหวังว่ามันจะช่วยให้ผู้ใช้ได้ประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น

และฟีเจอร์ใหม่นี้ได้ปล่อยพรีวิวออกมาให้เห็นกันในงาน Adobe Max ที่เป็นงานประชุมประจำปีของ Adobe ไปแล้วเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีโปรเจคใหม่อย่าง Sweet Talk ที่ช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนรูปภาพหรือรูปวาดของคุณให้ดูมีชีวิตขึ้นมาได้ โดยจะมีฟีเจอร์ Mouth sync ที่ทำให้ปากของรูปนั้นๆ ขยับเพื่อรองรับการพากย์เสียง และเพิ่มความสมูธของคาแรคเตอร์ด้วยการใช้ AI ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความสมจริงในการขยับหัวและปากตามคำพูดอีกด้วย


 

ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com , 9to5mac.com , https://news.thaiware.com/17432.html

Top 10 Best Product in Home Kit 2017 Top 10 Best Product in Women Fashion 2017 Top 10 Best Product in Technology 2017 Top 10 Best Product in Car Accessories 2017